ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

แนวทางการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus)

ตามประกาศจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้กำหนดนิยามและหลักเกณฑ์การเฝ้าระวัง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นมาตรฐานในการคัดกรองและรายงานโรค ดังนี้


1. เกณฑ์การคัดกรองผู้ป่วยสงสัย (Patient Under Investigation: PUI)

ผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยจะต้องมีอาการตาม เกณฑ์ทางคลินิก ร่วมกับ ประวัติเสี่ยง อย่างใดอย่างหนึ่งภายใน 21 วันก่อนเริ่มมีอาการ

เกณฑ์ทางคลินิก (Clinical Criteria)

  • อาการทางสมอง: มีไข้เฉียบพลัน ปวดศีรษะ ร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก, ซึม, สับสน หรือความรู้สึกตัวลดลง

  • อาการทางเดินหายใจ: มีไข้เฉียบพลัน ไอ ร่วมกับอาการเหนื่อยหอบ หรือผลเอกซเรย์ปอดพบภาวะปอดอักเสบ (Pneumonitis) หรือระบบหายใจล้มเหลว

เกณฑ์ประวัติเสี่ยง (Risk Criteria)

ในช่วง 21 วันก่อนเริ่มอาการ มีประวัติอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้:

  1. สัมผัสสารคัดหลั่งจากค้างคาวแม่ไก่โดยตรง (ปัสสาวะ, อุจจาระ, น้ำลาย)

  2. บริโภคอาหารหรือผลไม้ที่มีรอยกัดของค้างคาว หรือปนเปื้อนสารคัดหลั่งค้างคาว

  3. สัมผัสสัตว์ป่วยที่สงสัยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เช่น สุกร หรือ ม้า

  4. สัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์โดยตรง

  5. มีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดตามประกาศของกรมควบคุมโรค


2. การวินิจฉัยและยืนยันทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจหาเชื้อไวรัสนิปาห์จะใช้วิธีตรวจหาเชื้อหรือสารพันธุกรรม (Pathogen Identification) จากตัวอย่างเลือด, เสมหะ, สารคัดหลั่งทางเดินหายใจ หรือน้ำไขสันหลัง โดยวิธี:

  • PCR (Polymerase Chain Reaction)

  • Molecular Sequencing (การถอดรหัสพันธุกรรม)


3. การจำแนกประเภทผู้ป่วย (Case Classification)

  • ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI): ผู้ที่มีอาการทางคลินิก + ประวัติเสี่ยง

  • ผู้ป่วยเข้าข่าย (Probable Case): ผู้ป่วย PUI ที่มีประวัติเชื่อมโยงทางระบาดวิทยากับผู้ป่วยยืนยัน

  • ผู้ป่วยยืนยัน (Confirmed Case): ผู้ป่วย PUI ที่มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเป็นบวกอย่างน้อย 2 แห่ง (โดยต้องเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงอย่างน้อย 1 แห่ง)


4. แนวทางการรายงานโรค

เมื่อพบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ PUI (ผู้ป่วยสงสัย) สถานพยาบาลต้องดำเนินการดังนี้:

  1. รายงานทันทีภายใน 3 ชั่วโมง: แจ้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อระดับจังหวัด หรือ กรุงเทพมหานคร

  2. แจ้งกรมควบคุมโรคภายใน 1 ชั่วโมง: หลังจากที่เจ้าพนักงานระดับจังหวัดได้รับแจ้งเหตุ


แหล่งที่มา: กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ฉบับวันที่ 27 มกราคม 2569) สายด่วนกรมควบคุมโรค: 1422